NAPHATSNAN KHUNTHAWINEmail ได้เรียนรุ้เกี่ยวการใช้Aiให้เกิดประโยชน์ที่สุด ในด้านผู้ช่วยคิดและในด้านผู้ช่วยทำ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอาชีพอนาคตได้ เช่น การหาข้อมูลประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้วนำมาประกอบในการทำเกม
JIRAPAT IMPONGEmail ในฐานะที่กำลังศึกษาอยู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ ทำให้เราได้ตระหนักว่า งานออกแบบที่ดีไม่ได้จบลงแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่คือการผสานศิลปะเข้ากับการสื่อสารอย่างมีกลยุทธ์ และที่สำคัญที่สุดคือจรรยาบรรณและความรับผิดชอบต่อสังคม ข้อมูลนี้ตอกย้ำอุดมการณ์ของสาขาที่เราเรียนอยู่เลยว่า นักออกแบบเปรียบเสมือนนักสื่อสาร ที่ต้องนำเสนอข้อมูลอย่างซื่อสัตย์ ไม่บิดเบือน และพร้อมใช้ทักษะศิลปะเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม ในด้านการทำงานจริง ความรู้เหล่านี้ช่วยจัดระบบความคิดในการออกแบบของเราได้มาก ตั้งแต่การวางรากฐานให้แน่น ทั้งการจัดองค์ประกอบภาพ การเลือกใช้สีและแสงเพื่อกำหนดอารมณ์ ไปจนถึงการจัดวางตัวอักษรให้สื่อสารได้ชัดเจน ซึ่งเมื่อนำพื้นฐานเหล่านี้มาบวกกับเทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) และการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Audience Persona) ก็จะยิ่งทำให้ผลงานของเรามีมิติ สามารถ “ทัชใจ” คนดู และสื่อสารสาระสำคัญออกไปได้อย่างแม่นยำมากขึ้น สำหรับเป้าหมายอาชีพในอนาคต ความรู้จากสื่อนี้ถือเป็นเข็มทิศชั้นดีในการทำงานเลยครับ ไม่ว่าเราจะเลือกเดินเส้นทางไหน หากเป็น Graphic Designer เราก็จะนำทักษะการจัดองค์ประกอบภาพมาสร้างสรรค์สื่อที่ตอบโจทย์การตลาดควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม หากเป็น Character Designer เราจะนำเทคนิคการคิดแบบ …
JIRAPAT IMPONGEmail ในฐานะที่กำลังศึกษาอยู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ ทำให้เราได้ตระหนักว่า งานออกแบบที่ดีไม่ได้จบลงแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่คือการผสานศิลปะเข้ากับการสื่อสารอย่างมีกลยุทธ์ และที่สำคัญที่สุดคือ “จรรยาบรรณและความรับผิดชอบต่อสังคม” ข้อมูลนี้ตอกย้ำอุดมการณ์ของสาขาที่เราเรียนอยู่เลยว่า นักออกแบบเปรียบเสมือน “นักสื่อสาร” ที่ต้องนำเสนอข้อมูลอย่างซื่อสัตย์ ไม่บิดเบือน และพร้อมใช้ทักษะศิลปะเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม ในด้านการทำงานจริง ความรู้เหล่านี้ช่วยจัดระบบความคิดในการออกแบบของเราได้มาก ตั้งแต่การวางรากฐานให้แน่น ทั้งการจัดองค์ประกอบภาพ การเลือกใช้สีและแสงเพื่อกำหนดอารมณ์ (Mood & Tone) ไปจนถึงการจัดวางตัวอักษรให้สื่อสารได้ชัดเจน ซึ่งเมื่อนำพื้นฐานเหล่านี้มาบวกกับเทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) และการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Audience Persona) ก็จะยิ่งทำให้ผลงานของเรามีมิติ สามารถ “ทัชใจ” คนดู และสื่อสารสาระสำคัญออกไปได้อย่างแม่นยำมากขึ้น สำหรับเป้าหมายอาชีพในอนาคต ความรู้จากสื่อนี้ถือเป็นเข็มทิศชั้นดีในการทำงานเลยครับ ไม่ว่าเราจะเลือกเดินเส้นทางไหน หากเป็น Graphic Designer …
NATTAVEKAN SUWANNAEmail จากที่ได้เรียนคอร์ส จิตวิทยาข้ามวัฒนธรรมในที่ทำงาน ทำให้ได้นำมาใช้ในศาสตร์การสร้างภาพยนตร์และมิติจิตวิทยาการสื่อสาร บอกเลยว่าได้อะไรเยอะกว่าที่คิดมาก ๆ สำหรับเราในฐานะนักศึกษานิเทศศาสตร์ สาขาบรอดแคสติ้ง เพราะมันไม่ได้สอนแค่การทำสื่อและการใช้ชีวิตกับผู้อื่น เราได้เรียนรู้ตั้งแต่บทบาทของคนทำงานในกองถ่าย เช่น Producer, Director รวมถึงขั้นตอนการทำงานทั้งหมด ตั้งแต่เตรียมงาน ถ่ายทำ ไปจนถึงตัดต่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกับสายที่เราเรียนอยู่เลย และที่ชอบมากคือเรื่องจิตวิทยา เช่น การทำให้คนดูอิน การเล่าเรื่องยังไงให้คนรู้สึกตาม หรือการใช้ภาพช่วยสื่ออารมณ์ มันทำให้เรามองการทำสื่อไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในอนาคตเราอยากทำงานเป็นโปรดิวเซอร์หรือผู้กำกับ เพราะอยากสร้างผลงานที่ทั้งสนุกและมีคุณภาพ สามารถสื่อสารกับคนดูได้จริง ๆ ความรู้จากคอร์สนี้ก็เอาไปใช้ได้ตรง ๆ เลย




